โครงการทดลองปลูกป่าในพื้นที่ดินเค็มลำน้ำเสียวใหญ่

               ลำน้ำเสียวใหญ่เป็นสายใยชีวิตของพี่น้องชาวอีสานมีต้นกำเนิดบริเวณ อำเภอบรบือ ไหลผ่านอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม อำเภอปทุมรัตน์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด จากนั้นไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๒๕๐ กิโมเมตร ตลอดสองฝั่งน้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชผัก สมุนไพร หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านสองฝั่งลำน้ำมาโดยตลอด

               จนกระทั่งปี ๒๔๙๔ กรมชลประทานได้มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองบ่อและต่อมาในปี ๒๕๑๒ ได้มีการทำเกลือสินเธาว์บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำโดยการสูบน้ำใต้ดินซึ่งมีความเค็มมากขึ้นมาต้มและตาก ทำให้ให้เกิดการชะล้าง รวมทั้งระบายน้ำเค็มส่วนที่เกินทิ้งลงสู่อ่างเก็บน้ำและพื้นที่ราบลุ่มตอนล่าง จนทำให้อ่างเก็บน้ำหนองบ่อมีความเค็มกว่ากว่าน้ำทะเลถึง ๓ เท่า และยังส่งผลให้พื้นที่ราบลุ่มตอนล่างของอ่างเก็บน้ำได้รับความเสียหายมาก เนื่องจากไหลเข้าที่นาทำให้ข้าวตาย ดินเสื่อมสภาพกลายเป็นดินเค็มสัตว์น้ำลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว

                กลุ่มชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจึงลุกขึ้นเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา จนกระทั่งในปี ๒๕๒๓ รัฐบาลมีคำสั่งห้ามมิให้ประกอบกิจการต้มเกลือและทำนาเกลือในบริเวณลำน้ำเสียวใหญ่ ต่อมาในปี ๒๕๒๙ ได้มีการลักลอบสูบน้ำบาดาลขึ้นมาต้มเกลืออีกครั้ง และครั้งนี้มีการทำกันอย่างแพร่หลาย จนทำให้ลำน้ำเสียวใหญ่เค็มจนใช้ทำการเกษตรอุปโภค และเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ เกษตรกรในพื้นที่จึงได้รวมตัวกันอีกครั้งเพื่อร้องเรียนให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหา จนท้ายที่สุดในปี ๒๕๓๓ รัฐบาลได้มีคำสั่งให้ยุติการทำนาเกลืออย่างเด็ดขาด และมีการอนุมัติงบประมาณจำนวน ๘๐๐ ล้านบาท เพื่อการขุดลอกและพัฒนาฟื้นฟูลำน้ำเสียวใหญ่

               เพื่อร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำน้ำเสียวใหญ่ ในปี ๒๕๓๖ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ จึงได้ร่วมกับจังหวัดมหาสารคาม และกรมชลประทานจัด “โครงการปลูกป่าบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำหนองบ่อ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม” บนพื้นที่จำนวน ๑,๐๐๐ ไร่ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ ๕ ปี ( ๒๕๓๖ – ๒๕๔๑ )

                แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำหนองบ่อเป็นดินเค็มจัด และมีความแห้งแล้งมาก หลังจากดำเนินการปลูกป่าครั้งแรกโดยลงกล้าไม้ทั้งสิ้น ๓,๐๐๐ ต้น ในพื้นที่ ๕๐ ไร่ ผลปรากฏว่า ต้นไม้เหล่านั้นรอดตายน้อยมาก ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้จะมีการปลูกซ่อมก็ยังไม่ได้ผล

               เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในปี ๒๕๓๗ มูลนิธิฯ ได้ร่วมกับกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมป่าไม้ และนักวิชาการริเริ่มโครงการ “ทดลองปลูกป่าในพื้นที่ดินเค็มลำน้ำเสียวใหญ่” จำนวน ๒๑๒ ไร่ โดยทำการศึกษาค้นคว้าการปลูกพืชในดินเค็มด้วยวิธีธรรมชาติ โดยนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการปลูกต้นไม้และการเกษตรอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับดินเค็ม เช่น การปลูกพืชคลุมดิน เพื่อกดความเค็มในดินให้ต่ำลง และรักษาความชื้นให้แก่ต้นไม้และผิวดิน เป็นต้น

               นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ – ๒๕๔๗ หลังจากที่ได้ทดลองปลูกพันธุ์ไม้ที่ทนต่อดินเค็ม พร้อมปรับสภาพดินเค็มด้วยวิธีธรรมชาติ ปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจกล่าวคือ พื้นที่ดังกล่าวสามารถปลูกไม้ยืนต้นและหญ้าบางชนิดได้ อาทิ พฤกษ์ มะขามเทศ แคบ้าน สะเดา กระถินเทพา จามจุรี หญ้าดิ๊กซี่ เป็นต้น

               ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ได้ส่งมอบโครงการทดลองปลูกป่าในพื้นที่ดินเค็มลำน้ำเสียวใหญ่ให้กับกรมป่าไม้เพื่อดูแลต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้โครงการทดลองดังกล่าวได้รับความสนใจจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาศึกษาดูงานทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตลอดจนงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของน้ำ คุณภาพของดิน เพื่อคุณภาพชีวิต ของราษฎรในพื้นที่ต่อไป


 
  Copyright © 2007 The Rajapruek Institute Foundation, All Rights Reserved.